Opportunity Cost
เมื่อวานเรานั่งอ่านและทำความเข้าใจคำว่า Opportunity Cost ที่วนเวียนเข้ามา ผ่านมาผ่านไปๆ ในทุกๆ วิชาที่เราเรียน
Opportunity Cost หรือ ค่าเสียโอกาส หมายถึง โอกาสในการเลือกทำสิ่งหนึ่งและเลือกที่จะไม่ทำอีกสิ่งหนึ่ง หรือพูดอีกอย่างว่า ราคาของการทำสิ่งที่เลือก คือโอกาสในการทำสิ่งที่ไม่ได้เลือก
—
ตอนแรกเราก็งง (ตอนนี้ก็ยังงง😅) แต่พอลองทำความเข้าใจ เราก็พบว่า เราใช้หลักการนี้ในการเลือกชื้อสินค้าต่างๆ อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะของกิน
เรื่องมีอยู่ว่า ตั้งแต่กลับมาจีนรอบนี้ เราไม่เคยซื้อชานมไข่มุกเลย🧋
ไม่ใช่ว่าไม่อยากกิน แต่มันทำใจซื้อไม่ได้ 🤣
ชานมไข่มุกหนึ่งแก้วราคา 8-14 หยวน
กับข้าวที่โรงอาหารก็ราคาพอๆ กัน ถ้าเป็นข้าวราดก็ได้กับอย่างน้อย 3 อย่าง
เพราะฉะนั้น ราคาของชานมไข่มุกต่อแก้ว คือข้าวกับกับข้าว 3 อย่าง
แต่ไม่ใช่แค่น้ัน
ชานมไข่มุกประกอบด้วย น้ำ น้ำตาล นม ไข่มุก
น้ำคือน้ำ น้ำตาลไม่ดีต่อร่างกาย นมที่น่าจะไม่ใช่นมสดอาจจะเป็นนมข้น นมผง ไม่รู้เหมือนกันแต่รวมๆแล้วคือ FAT หรือ ไขมัน
ส่วนไข่มุกก็คือแป้งใส่สี อาจจะมีสารกันบูดผสมเล็กน้อยพอเป็นพิธี😅
ในขณะที่ ข้าวราดแกงที่โรงอาหารหนึ่งจานมี ข้าว ผัดผัก เนื้อสัตว์ รวมๆแล้วคือ คาร์โบไฮเดรต ไฟเบอ วิตามิน ไขมัน โปรตีน
ดังนั้น ราคาชานมไข่มุกหนึ่งแก้วไม่ใช่แค่ 8-14 หยวน แต่เท่ากับคาร์โบไฮเดรต ไฟเบอ วิตามิน ไขมัน โปรตีนที่ต้องแลกไปในการไม่กินข้าวหนึ่งจาน แล้วเลือกกินชานมไข่มุก
—
“แล้วกินสองอย่างไม่ได้หรอ”
เราก็คิอเหมือนกันว่าทำไมไม่กินไปเลยสองอย่าง
แต่ในหัวเราก็ค้านขึ้นมาอีกว่า ถ้าจะกินสองอย่าง ทำไมไม่กินข้าวสองจานไปเลยล่ะ! 😅
เราเองก็ไม่รู้ว่า ตัวเองเริ่มมีหมกมุ่นเรื่องสุขภาพขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร อาจะเป็นเพราะฟัง Podcast มากเกินไป 🤣
อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบตามหลัก opportunity cost แบบนี้ เราว่า ชานมไข่มุกหนึ่งแล้วก็ราคาแพงเหมือนกัน









Comments
Post a Comment